เส้นทาง "อิ่มบุญ อิ่มใจ ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เมืองบางนรา"
นราธิวาส

เส้นทาง "อิ่มบุญ อิ่มใจ ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เมืองบางนรา" ( 3 วัน 2 คืน )

วันที่ 1 อำเภอเมือง, อำเภอตากใบ

นมัสการพระพุทธทักษิณมิ่งมงคล ณ พุทธมณฑลจังหวัดนราธิวาส อำเภอเมืองนราธิวาส ซึ่งตั้งอยู่ในวัดเขากง อยู่ห่างจากตัวเมืองนราธิวาส            6 กิโลเมตร เป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปทักษิณมิ่งมงคลสีทองปางปฐมเทศนาขัดสมาธิเพชรอยู่บนยอดเขา องค์พระเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กประดับด้วยโมเสกสีทอง หน้าตักกว้าง 17 เมตร ความสูงวัดจากพระเกศบัวตูมถึงบัวใต้พระเพลา 24 เมจร จัดเป็นพระพุทธรุปกลางแจ้งที่งดงามและใหญ่มี่สุดในภาคใต้  อีกทั้งพระบรมสารีริกธาตุที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 พระราชทานให้กับจังหวัดนราธิวาสก็ถูกนำมาประดิษฐานไว้ใต้พระอุระด้านซ้ายของพระพุทธรูป และมีบันไดต่อขึ้นไป โดยในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเสด็จนำพระบรมสารีริกธาตุขึ้นไปบรรจุที่พระอุระของพระพุทธรูปนี้ด้วยตัวของพระองค์เอง ทั้งนี้โบสถ์ภายในวัดเขากง พระองค์ทรงเป็นผู้ออกแบบเองทั้งหมด โดยที่คนนราธิวาสส่วนไหญ่ไม่เคยรู้

                          


เดินทางสู่ ตำบลเจ๊ะเห อำเภอตากใบ จากตัวเมืองนราธิวาสออกไปตามเส้นทางสาย นราธิวาส-ตากใบ (ทางหลวงหมายเลข 4085) ถึงสี่แยกตลาดอำเภอตากใบแล้วเลี้ยวซ้ายไปอีกประมาณ 400 เมตร ถึงปากทางเข้าวัด 

เยี่ยมชมวัดชลธาราสิงเห หรือ วัดพิทักษ์แผ่นดินไทย ท่านพระครูโอภาสพุทธคุณ (พุด) เป็นผู้เริ่มก่อตั้งวัดนี้ขึ้น โดยไปขอที่ดืนจากพระยากลันตัน เพื่อที่จะสร้างวัด เมื่อปี พ.ศ. 2416 สมัยนั้นดินแดนตากใบยังเป็นของรัฐกลันตันอยู่ วัดนี้มีส่วนเกี่ยวพันกับกรณีแบ่งแยกดินแดนตากใบ ประเทศสยามกับประเทศมลายู ซึ่งเป็นเมืองขึ้นของประเทศอังกฤษในขณะนั้น (สมัยรัชกาลที่ 5 พ.ศ. 2452) โดยฝ่ายไทยได้มีการยกเอาพระพุทธศาสนา วัดและศิลปะภทยในวัดเป็นเครื่องต่อรองการแบ่งปันเขตแดน อังกฤษจึงยอมรับเหตุผล โดยใช้เขตแม่น้ำโก-ลกตรงบริเวณที่ไหล ผ่านเมืองตากใบ (แม่น้ำตากใบ) เป็นเส้นแบ่งเขตแดน วัดนี้จึงรู้จักในอีกนามว่าหนึ่ง ว่า "วัดพิทักษ์แผ่นดินไทย"                                                                             

ภายในพระอุโบสถ 

พระอุโบสถ สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2416 ในสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ตั้งอยู่บริเวณกึ่งกลางของวัด หันหน้าไปทางแม่น้ำตากใบซึ่งอยู่ทางทิศเหนือ โครงสร้างก่ออิฐถือปูน หลังคามุงกระเบื้องดินเผา หลังคาเป็นชั้นซ้อนทางด้านหน้าและหลังคาของอุโบสถ มีชายคาปีกนกลดหลั่นกันลงมา 3 ชั้น มีเสานางเรียงทรงสี่เหลี่ยมรองรับเชิงชาย เครื่องบน ประดับช่อฟ้า ใบระกา และหางหงส์ หน้าบันประดับด้วยปูนปั้นรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณประตูและหน้าต่างก่อเป็นซุ้มมงกุฎ มีกำแพงแก้วและใบเสมาล้อมรอบจำนวน 8 ซุ้ม

ภายในพระอุโบสถประดิษฐานพระประธานเป็นรูปปางมารวิชัยภายในซุ้มเรือนแก้ว นอกจากนี้ยังปรากฏภาพจิตรกรรมฝาผนัง ซึ่งเขียนโดยฝีมือพระภิกษุชาวสงขลา งดงามมาก เล่าเรื่องเกี่ยวไตรภูมิ พุทธประวัติตอนต่างๆ เช่น เสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ และพระพุทธเจ้าโปรดพระพุทธบิดา เป็นต้น ภาพเทพชุมนุมและสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนท้องถิ่นในอำเภอตากใบ

ภาพวาดในพระอุโบสถ วัดชลธาราสิงเห   พระประธานเป็นรูปปางมารวิชัย  พระอุโบสถ วัดชลธาราสิงเห 

พิพธภัณฑ์ (เดิมเป็น กุฏิสิทธิสารประดิษฐ์หรือกุฏิพระครสิทธิสารวิหารวัตร)

         สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2498 โดยพระครูสิทธิสารวิหารวัตร ประวัติวัดชลธารกล่าวว่าแต่เดิมเป็น          อาคารไม้ทั้งหลัง ต่อมากุฏิพังทลายลง ทางวัดจึงสร้างขึ้นใหม่แต่รูปแบบค่อนข้างต่างไปจาก          เดิมปัจจุบันได้รับการขึ้นทะเบียนจากกรมศิลปากรให้เป็นพิพิธภัณฑสถานวัดชลธาราสิงเหเพื่อ        เก็บโบราณวัตถุชิ้นสำคัญของวัด จากภาพถ่ายเก่า พบว่ากุฏิสิทธิสารประดิษฐ์เป็นอาคารไม้ชั้น        เดียว ยกพื้นสูง ขนาดกว้าง 19.35 เมตร ยาว 22.60 เมตร หลังคาเป็นทรงปั้นหยาซ้อนกัน              หลายชั้น มุงกระเบื้องดินเผา บันไดหน้าเป็นบันไดก่ออิฐถือปูน มีการทำพนักเป็นรูปตัวนาค              ปลายหางโค้งงอนรับกับมุขหลังคา ยอดหลังคาตกแต่งด้วยปูนปั้นลายเครือเถา ส่วนมุมหลังคา        ทำรูปคล้ายหางหงส์หรือหัวนาค (วรรณิภา ณ สงขลา 2535 :21)

อีกจุดสำคัญ คือ พลับพลาที่ประทับในรัชกาลที่ 6

เป็นศาลาริมน้ำตั้งอยู่ด้านหน้าพระอุโบสถ เป็นศาลาโถงทรงมณฑปที่มีลักษณะงดงาม เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ.2458 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เสด็จพระราชดำเนินทางชลมารคถึงอำเภอตากใบ แล้วเสด็จขึ้นประทับ ณ ศาลาริมน้ำหลังนี้เพื่อทอดพระเนตรการแข่งขันเรือและถวายปัตตุปัจจัยบำรุงวัด ซึ่งทางวัดยังรักษาไว้ในสภาพที่สมบูรณ์

                             ศาลาริมน้ำ         ศาลาริมน้ำ


ไม่ไกลจาก วัดชลธาราสิงเห มีที่สถาที่ท่องเที่ยวที่ไม่ไกล คือ เกาะยาว ตั้งอยู่หมู่ที่ 8 บ้านเกาะยาว ตำบลเจ๊ะเห เกาะยาวมีลักษณะพื้นดินทอดตัวเป็นแนวยาว ส่วนหนึ่งติดต่อกับอ่าวไทย ลักษณะเด่นของเกาะยาวมีหาดทรายขาวสะอาดและยาวประมาณ 9 กิโลเมตร จรดกับน้ำทะเลสีน้ำเงินใสสะอาด ห่างจากที่ว่าการอำเภอตากใบ 1 กิโลเมตร เป็นแหล่งท่องเที่ยวประเภทหาดทรายชายทะเล ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ จากนั้นเดินทางจากสี่แยกตลาดอำเภอตากใบเลยไปยังแม่น้ำตากใบ มีสะพานไม้ชื่อ “สะพานคอย 100 ปี” ยาว 345 เมตร ทอดข้ามแม่น้ำตากใบไปยังเกาะยาว ซึ่งทางด้านตะวันออกของเกาะจะติดกับทะเล มีหาดทรายละเอียดสีน้ำตาล บรรยากาศสงบงาม ชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นมุสลิมประกอบอาชีพประมงและสวนมะพร้าว 

          เกาะยาว   สะพานคอย100ปี   เกาะยาว             

จากนั้นชมการสาธิตทำ "ปลากุเลาตากใบ" ราชาปลาเค็ม ที่เลื่องชื่อด้วยรสชาติอร่อย กลมกล่อม เป็นภูมิปัญญาพื้นบ้านที่สั่งสมกันมาจากรุ่นสู่รุ่น    เมื่อได้ปลาสดใหม่มาแล้วก็จะมาขอดเกล็ด เอาไส้ออก เครื่องในทิ้ง ล้างทำความสะอาด จากนั้นนำเกลือยัดไปในท้องและนำปลาไปหมักเกลือในภาชนะที่ปิดฝามิดชิด เมื่อหมักได้ที่แล้วจึงนำล้างน้ำตากด้วยการผูกเชือกที่หางห้อยหัวลง โดยปลาตัวใหญ่ต้องให้กระดาษห่อหัวปลาปลากุเลาเค็มตากใบ เพื่อป้องกันแมลงวันมาไข่ ครั้นเมื่อตากแดดได้ระยะก้ค่อยออกมานำขาย มีการการันตีเป็นโอท็อปห้าดาวของจังหวัดนราธิวาส         ซึ่งใครที่มีโอกาสไปเยือนถิ่นนี้มักต้องซื้อติดมือกลับบ้านเป็นของฝากภูมิปัญญาพื้นบ้านที่สั่งสมกันมา        จากรุ่นสู่รุ่น โดยเคล็ดลับความอร่อยของปลากุเลาตากใบนั้น อยู่ที่การคัดเลือกสรรปลาที่มีคุณภาพ ซึ่ง          จะใช้ปลาสดใหม่ที่จับ ได้ใน อำเภอตากใบ และในทะเลนราธิวาสเท่านั้น ความโดดเด่นของปลากุเลา      ตากใบนั้นก็ คือ เนื้อเนียนละเอียด รสเค็มกำลังดี ตอนทอดจะมีกลิ่นหอมโชย เตะจมูก ทำให้นึกถึงข้าวสวยร้อนๆ เมื่อทอดเสร็จแล้วจะมีเนื้อแน่น เนียน ฟู เค็ม มัน คนที่นี่มักนำมายำบีบมะนาว ซอยหอมแดง พริก       ขี้หนูลงไป ถือว่าอร่อยเด็ด นอกจากทอดและยำแล้ว ชาวนรายังนำปลากุเลาไปทำเมนูอื่นอีกหลากหลาย    อาทิ ข้าวผัดปลากุเลา ไข่ตุ๋นปลากุเลา หรือเมนูอื่นๆตามใจชอบ  ส่วนราคาไม่ต้อพูดถึงยิ่งอร่อยก็ยิ่งแพง ปัจจุบันอยู่ที่กิโลกรัมละไม่ต่ำกว่า 1,200-1,500 บาท ซึ่งก็ทำให้ชาวตากใบหรือชาวนรามักจะซื้อ         หาไปเป็นของกำนัลผู้หลักผู้ใหญ่ หรือส่งไปให้กับ    คนที่นับถือกัน จนเกิดเป็นคำพูดเล่นๆ ว่า “ปลากุเลาตากใบ เป็นปลาที่คนกินไม่ได้ซื้อ คนซื้อไม่ได้กิน” 

และสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์หนึ่งเมื่อมาที่อำเภอตากใบท่านจะได้ฟัง ภาษาไทยถิ่นใต้สำเนียงตากใบ หรือ  ภาษาเจ๊ะเห เป็นภาษาไทยถิ่นใต้กลุ่มหนึ่ง ที่พูดกันมากตั้งแต่อำเภอปานาเระ อำเภอสายบุรีของจังหวัดปัตตานี ลงไปจนถึงชายแดนไทย-มาเลเซียฝั่งตะวันออก โดยเฉพาะอำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส รวมถึงในเขตอำเภออื่นๆ ของจังหวัดนราธิวาสด้วย นอกจากนี้ ภาษาเจ๊ะเห ยังใช้พูดกันในกลุ่มคนมาเลเซียเชื้อสายไทยในรัฐกลันตันของมาเลเซียด้วย (ชาวไทยสยาม) ถือเป็นภาษาไทยถิ่นใต้ที่มีเอกลักษณ์พิเศษ มีการคำที่แตกต่างจากภาษาไทยถิ่นใต้ทั่วไปค่อนข้างมากคำพูดและสำเนียงภาษา คือ สำเนียงพูดเสียงชาวใต้ผสมกับภาษากับภาษาไทยถิ่นเหนือ และแฝงด้วยคำราชาศัพท์ที่ใช้แทนคำธรรมดาทั่วไปบางคำอีกด้วย                                                                                                                    


วันที่ 2  อำเภอสุไหงโก-ลก 

ออกเดินทาเข้าสู่อำเภอสุไหงโก-ลก  แวะรับประมานอาหารเช้า ณ "ร้านอ้วนบะกุ๊ดเต๋ เจ้าตำรับสุไหงโก-ลก" ซึ่งหลายๆ คนที่มาต้องแวะชิมซึ่งตอนนี้มีขยายสาขาไปอีกหลายๆ ที่ แต่เจ้าแรกอยู่ที่อำเภอสุไหงโก-ลก ขายตั้งแต่ 06:30-12:30 น. ลองแวะเวียนกันมาชิมบะกุ๊ดเต๋ คู่กับปาท่องโก๋ อร่อยดีไปอีกแบบ 

     จากนั้นเดินทางไป ศาลเจ้าแม่โต๊ะโมะ  ตั้งอยู่ที่ซอยภูธร ถนนเจริญเขต ในเขตเทศบาลตำบลสุไหงโก-ลก               เดิมที  เจ้าแม่โต๊ะโมะนี้ ประดิษฐานอยู่ที่บ้านโต๊ะโมะ อำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส ต่อมาชาวบ้านได้อันเชิญมา       ประดิษฐานที่อำเภอสุไหงโก-ลก เป็นที่นับถือของชาวอำเภอสุไหงโก-ลก และชาวจังหวัดใกล้เคียง รวมทั้งชาว         จีนในประเทศมาเลเซียเป็นอย่างมาก ทุกๆ ปี

     จะมีการจัดงานประเพณีประจำปีที่บริเวณศาลเจ้า ตรงกับวันที่ 23 เดือน 3 ของจีน (ประมาณเดือนเมษายน)               ในงานจะมีกิจกรรมมากมาย เช่น มีการจัดขบวนแห่เจ้าแม่ ขบวนสิงโต ขบวนเองกอ ขบวนกลองยาว และยังมี           การลุย ไฟด้วย  ซึ่งเป็นกิจกรรมที่น่าตื่นตาตื่นใจ    

                   

ออกเดินทางต่อไปยัง 

วัดโก-ลกเทพวิมล หรือชาวบ้านเรียกว่า "วัดท่านเอียด" ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก ได้รับอนุญาตสร้างวัด เมื่อวันที่ 23 เมษายน  2500 โดยพระสมุห์เอียด พุทธสโร เป็นเจ้าอาวาสองค์แรก และมรณภาพเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2534 อายุ 95 ปี ร่างกายของท่านแข็งเป็นหิน สิ่งสักการะบูชาในวัด ได้แก่ พระมหาสังกัจจายน์องค์ใหญ่ พระพูทธรูปประจำวัน พระโพธิสัตว์กวนอิม สมเด็จพุทฒาจารย์โต หลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด หลวงปู่เอียดแข็งเป็นหิน  นอกจากนี้ในวัดยังมีศูนย์นวดแผนไทย ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก และจัดตั้งชมรมชินบัญชรเผยแพร่การสวดพระคาถาชินบัญชรด้วย ปัจจุบันพระครูสุนทรเทพวิมล ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส

       การเดินทาง   ในเขตเทศบาลมีรถมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ราคาขึ้นอยู่กับระยะทาง ประมาณ 20 - 50 บาท

   วัดท่านเอียด    วัดท่านเอียด   วัดท่านเอียด


วันที่ 3  อำเภบาเจาะ และอำเภอเมืองนราธิวาส

ออกเดินทางสู่อำเภอบาเจาะ เพื่อสักการะหลวงพ่อแดง วัดเชิงเขา 

วัดเชิงเขาเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อันเป็นที่พึ่งพาทางใจของชาวบาเจาะ สถานธรรมะเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองที่สวยงามและเงียบสงบ ตั้งอยู่บ้านเชิงเขา วัดแห่งนี้มีวิหารหลวงพ่อแดง ธมมโชโต อดีตเจ้าอาวาสวัดเชิงเขาที่มรณภาพด้วยโรคชรา เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2522 รวมอายุได้ 90 ปี ปรากฎว่าสังขารไม่เน่าเปื่อยกลายเป็นหิน ทำให้คนทั่วไปเชื่อว่าหลวงพ่อแดง ธรรมโชโต มีความศักดิ์สิทธิ์ จึงเป้นไว้ในโลงกระจกเพื่อกราบไหว้บูชา ต่อไป 

   หลวงพ่อแดง      หลวงพ่แดง      สังขารหลวงพ่อแดง         

เดินทางมุ่งสู่ตัวเมืองนราธิวาส เพื่อนมัสการสิ่งศักดิ์สิทธิ์ 3 ศาสนา หลวงพ่อทวดบนเขามงคลพิพิธ ศาลเจ้าโก้วเล้งจี่ และ  พระพิฆเนศ

เขามงคลพิพิธ ตั้งอยู่ถนนพิพิธคีรี หรือภาษามาลายูท้องถิ่นเรียกว่า "บาตูตอกอ" ตั้งอยู่ที่ 33 ถนนพิพิธคีรี ตำบลบางนาค อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส ลักษณะของสถานที่เป็นเนินเขาเตี้ยๆ อยู่ในเขตวัดบางนรา ลักษณะเป็นโขดหินน้อยใหญ่ซ้อนเรียงกันเป็นกอง สมาคมจีนแต้จิ๋วได้มาขอก่อสร้าง "ศาลเจ้าโก้วเล่งจี่" ที่บริเวรเชิงเขาด้านหน้า นายอีโป๊  แซ่ตั้ง ได้สร้างบันใดเพื่อใช้ขึ้นบนเนินเขาและสิ่งก่อสร้างอื่นๆ อีกมากมาย เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวนราธิวาสมาเนินนานจนปัจจุบัน                     ศาลาเจ้าโก้วเล่งจี่

ศาลโก้วเล่งจี่ เป็นแหล่งรวมศรัทธาของชาวจีนในจังหวัดนราะิวาส ภายในมีรูปปั้น องค์เทพเจ้าต่างๆ สลักสวยงาม ภายนอกเป็นปูนปั้นวิจิตรสวยงาม บอกเล่าเรื่องราวทางขนบธรรมเนียม ประเพณี และวัฒนธรรมจีน ตามตำนานพงศาวดารจีน ซึ่งหาชมได้ยาก ในปัจจุบันศาลเจ้าโก้วเล่งจี่ มีลักษณะ ที่แปลกกว่าศาลเจ้าอื่น คือมีเจ้าที่หรือเจ้าศาลเป็น "หัวมังกรคาบแก้ว"

ถัดมาสักการะ "องค์พระพิฆเนศ" ในบริเวณใกล้กัน 

องค์พระพิฆเนศ เป็นประติมากรรมปูนปั้น ขนาดหน้าตักกว้าง 7 เมตร สูง 16 เมตร มี 4 กร ลักษณะเทวรูปประทับนั่ง สวมศิลาภรณ์หรือมงกุฏ ประดับโมเสกแก้วหลากสี งวงเยื้องไปทางขวาและกลับเวียนมาทางซ้ายขององค์ มีงูพังพานอยู่ใต้พระถันด้านซ้ายประดับด้วยหินสีธรรมชาติ พระหัตถ์ขวาบนถือดอกบัว พระหัตถ์ขวาล่างแสดงท่าประทานพร พระหัตถ์ซ้ายบนถือขวาน พระหัตถ์ซ้ายล่างถือชามขนมโมทกะ รูปแบบพัสตรภรณ์ใช้ลักษณะนุ่งแบบอินเดีย รูปแบบถนิมพิมพาภรณ์ใช้แบบไทย นอกจากนี้ภายในเทวสถานยังมีหนุมานและวิหารไสบาบา ที่ประชาชนในพื้นที่เลื่อมใสศรัทธา ได้มีสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต

      องค์พระพิฆเศ     องค์พระพิฆเศ

เดินทางต่อ มายัง องค์พ่อจตุคามรามเทพและศาลหลักเมืองนราธิวาส      

องค์พ่อจตุคามรามเทพตั้งอยู่ ถนนนรสุขอนุสรณ์ เขตเทศบาลเมืองนราธิวาส สมชิกกลุ่มปัญจธรรม และผู้มีจิตเลื่อมใสศรัทธาจากทั่วประเทศ ได้ร่วมกันจัดสร้างเทวสถานแห่งนี้ขึ้น ซึ่งเป็นวิหารแห่งแรกที่ตั้งอยู่นอกเขตวัด และมีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย สร้างด้วยงบประมาณ 100 ล้านบาท บนเนื้อที่ 10 ไร่ 2 งาน 20 ตารางวา  แบบศิลปะสมัยศรีวิชัย เพื่อเป็นสถานที่กราบไหว้บูชา ยึดเหนี่ยวจิตใจของประชาชนชาวนราธิวาสและผู้มาเยี่ยมเยือน ภายในวิหารเป็นที่ประดิษฐานองค์พ่อจตุคามรามเทพองค์ใหญ่ 4 องค์ และในบริเวณเดียวกันอยู่ระหว่างดำเนินการจัดสร้างศาลหลักเมืองนราธิวาส              

 

 

เสร็จจากการไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไหว้พระ ขอพร จากนั้นก่อนเดินทางกลับ ก็แวะ ซื้อของดีขึ้นชื่อนราธิวาส ติดไม้ติดมือเป็นของฝากของที่ระลึก  ได้แก่

ผ้าบาติก คำว่า บาติก เป็นภาษาชวา ใช้เรียกผ้าย้อมสีชนิดหนึ่งที่รวมเอาศิลปะทางด้านฝีมือ และเทคนิคการย้อมสีเข้าด้วยกัน จากหลักฐานทางโบราณคดีพบว่ามีการทำผ้าบาติกมาใช้กันมาประมาณ 2,000 ปีมาแล้ว การทำผ้าเป็นศิลปหัตถรรมที่น่าสนใจ หลักการทำผ้าบาติกอาศัยเทคนิคง่ายๆ คือ “ การวันสีด้วยเทียน ” โดยใช้ “ วันติ้ง ” เป็นเครื่องมือที่จุ่มเทียนไขเหลวเพื่อวาดลวดลายลงบนผืนผ้าก่อนลงสีในส่วน ที่ไม่ต้องการให้ติดสีที่ย้อม เมื่อนำไปย้อมสี สีก็จะติดเฉพาะส่วนที่ไม่ลงเทียนไว้และจะติดซึมไปตามรอยแตกของเทียนเกิดลวด ลายสวยงามแปลกตาอันเป็นสัญลักษณ์ของผ้าปัจจุบันการทำผ้านิยมใช้วิธีพิมพ์ลายผ้ามากกกว่าวิธีเขียนลายด้วยมือเพราะ เร็วและสะดวกกว่า ผ้าบาติกนี้นอกจากส่งขายตามเมืองท่องเที่ยวใหญ่ ๆ ในไทยแล้ว ยังส่งออกไปขายในมาเลเซียด้วย  

ร้านจำหน่ายสินค้าพื้นเมือง 

โยฮันบาติก ๒๓๐ ถนนประชาวิวัฒน์ อำเภอสุไหงโกลก (ตรงข้ามปั๊มน้ำมันคาร์ลเทค) โทร.073-618247 เปิด 08.30 - 18.00 น.

ผลิตภัณฑ์ผ้าบาติกบ้านอ่าวมะนาว ตำบลกะลุวอเหนือ อำเภอเมือง โทร. 08 1898 4571, 08 1738 1957 เปิด 08.00 - 17.00 น.

สุมาตราบาติก  6 ถนนวงค์วิวัฒน์  อำเภอสุไหงโกลก โทร. 073-619187, 08 1540 1024 เปิด 09.00 – 18.00 น. จำหน่ายผ้าบาติก ผ้าเช็ดหน้าบาติก  เสื้อจากผ้าบาติก

YADA Training Center 14 ม.10 บ้านกูบู ตำบลไพรวัน อำเภอตากใบ จำหน่ายผ้าบาติก กระเป๋า เสื้อผ้าบาติกสำเร็จรูป สอบถามข้อมูล โทร. 08 1898 7035, 073 641046

ผลิตภัณฑ์ใบไม้สีทอง (หนึ่งเดียวในโลก)

 ใบไม้สีทอง “ใบไม้สีทอง” เรียกอีกอย่างว่า ย่านดาโอ๊ะ เป็นใบไม้จริง สีจริงจากธรรมชาติ ได้ถูกค้นพบว่าเป็นพันธุ์ไม้หายากชนิดใหม่        ของโลก  ใบไม้สีทอง ใบอ่อนจะมีขนสีน้ำตาลแดง หรือขนสีทองแดง เป็นมันคล้ายเส้นไหม ลักษณะใบคล้ายรูปหัวใจ เริ่ม    แรกจะเป็นสีนาค คล้ายสีชมพู ผ่านมา 2 สัปดาห์ จะกลายเป็นสีน้ำตาล และเข้มขึ้นเรื่อยๆ จนประมาณ 3เดือนจะกลายเป็น      สีทอง และอีก 6-7 เดือน จะกลายเป็นสีเงิน พบได้บริเวณเทือกเขาบูโด  ริมลำธารในป่าดิบชื้น อุทยานแห่งชาติน้ำตกบาโจ    อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส

   ลองกอง  เป็นผลไม้ที่ขึ้นชื่อที่สุดของจังหวัดนราธิวาส พันธุ์ที่มีชื่อ คือ ลองกองบ้านซีโป อำเภอระแงะ เป็นพันธุ์ไม้ชนิด       เดียวกับลางสาด มีเปลือกหนาและไม่มียางเหมือนลางสาด มีเนื้อน้อยกว่า แต่มีรส           หวานกว่า อีกพันธุ์หนึ่งที่รสชาติดี  คือ ลองกองตันหยงมัส ซึ่งเป็นลองกองซีโปที่             นำมาปลูกที่บ้านตันหยงมัส ลองกองจะออกผลประมาณกลางเดือนสิงหาคม -                 กันยายน  ผู้ที่สนใจเยี่ยมชมสวนลองกองพร้อมวิทยากรบรรยาย และหาซื้อลองกองกลับบ้าน สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานเกษตรอำเภอระแงะ โทร. 073-6711290 และสำนักงานเกษตรจังหวัดนราธิวาส   โทร. 073-515079

เรือกอและจำลอง ทำจากไม้เนื้ออ่อน เช่น ไม้กระท้อน นำมาทาสีแล้วเขียนลวดลายไทยหรือลายชวา ราคาขึ้นอยู่กับความละเอียดของลวดลาย สอบถามข้อมูล กลุ่มเยาวชนเรือกอและจำลอง บ้านทอน ตำบลโคกเตียน อำเภอเมือง โทร. 073-565397 ศูนย์ฝึกทำเรือกอและจำลองบ้านทอน   ตำบลโคกเคียน  อำเภอเมือง โทร. 073-565024, 08 9974 5077 เปิด 08.00 – 17.00 น. (หยุดทุกวันเสาร์)

ผลิตภัณฑ์กระจูด การพัฒนาผลิตภัณฑ์กระจูด ได้เริ่มทำอย่างจริงจังในปี พ.ศ.2524 โดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม มีโครงการออกแบบผลิตภัณฑ์จากเสื่อจูด เพื่อเป็นต้นแบบตัวอย่างส่งให้แก่โรงงานทำผลิตภัณฑ์เสื่อจูดของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ตามโครงการพระราชดำริ โครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง จังหวัดนราธิวาส โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมอาชีพให้แก่ราษฎรชนบทภาคใต้สามารถจำหน่ายผลิตภัณฑ์มากขึ้น รูปแบบผลิตภัณฑ์กระจูดที่พัฒนาขึ้นใหม่ เป็นลักษณะการตัดเย็บจากเสื่อจูด เย็บริมด้วยผ้า หรือหนังแท้ และหนังเทียม แล้วนำมาสอยติดกันขึ้นรูปทรงต่างๆ เช่น กระเป๋า แฟ้ม หมวก กรอบรูป ฯลฯ ส่วนผลิตภัณฑ์ประเภทอื่น คือ การใช้เส้นกระจูดควั่นเกลียวเชือก นำมาสานเป็นพนักพิงและพื้นรองนั่งเก้าอี้เครื่องเรือน ตลอดจนการใช้เสื่อจูดบุผนังตกแต่งภายในอาคาร หรือทำแผงกั้นห้องแบบฉากกั้นพับได้ เป็นต้น 

ผลิตภัณฑ์เสื่อกระจูด บ้านทอนฮีเล  หมู่ 10  ตำบลโคกเคียน อำเภอเมือง โทร. 08 9878 4048 เปิด 08.00 - 16.00 น.

ศูนย์หัตถกรรมพื้นเมืองภาคใต้ 68/3 ถนนวรคามพิพิธ อำเภอเมือง โทร. 073-522399, 08 1897 0872 จำหน่ายผ้าบาติก กระเป๋าผ้าบาติก เปิด 08.00 - 19.00 น.

ข้าวเกรียบปลาเมืองนรา

สถานที่จัดจำหน่าย : 353 ปูลากาปะหิ์ หมู่ 7 ต.กะลุวอเหนือ อ.เมืองนราธิวาส จ.นราธิวาส 96000 โทร. 08-9293-5646, 08-9734-3700      

                      

จากนั้นเดินทางกลับโดยสวัสดิภาพ และไว้กลับมาเที่ยวบางนรากันใหม่ 

ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยม คะ

 

 

จุดที่ 1
นราธิวาส, เมืองนราธิวาส
จุดที่ 3
นราธิวาส, ตากใบ
จุดที่ 4
นราธิวาส, สุไหงโก-ลก
จุดที่ 5
จุดที่ 6
นราธิวาส, สุไหงโก-ลก
จุดที่ 7
นราธิวาส, เมืองนราธิวาส
จุดที่ 8
นราธิวาส, เมืองนราธิวาส
จุดที่ 9
นราธิวาส, เมืองนราธิวาส
1. พระพุทธอุทยานเขากง
นราธิวาส, เมืองนราธิวาส
3. เกาะยาว
นราธิวาส, ตากใบ
4. ศาลเจ้าแม่โต๊ะโม๊ะ
นราธิวาส, สุไหงโก-ลก
6. วัดโก-ลกเทพวิมล (วัดท่านเอียด)
นราธิวาส, สุไหงโก-ลก
7. องค์พระพิฆเนศ
นราธิวาส, เมืองนราธิวาส
8. เขามงคลพิพิธ
นราธิวาส, เมืองนราธิวาส
9. ศาลเจ้าโก้งเล่จี่
นราธิวาส, เมืองนราธิวาส