1 / 34
ข้อมูลที่เป็นทางการของหน่วยงานรัฐ :
ปรับปรุงข้อมูลโดย : ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดพิษณุโลก
สังกัด : ศูนย์ปฏิบัติการส่วนกลาง
มาตรฐานการท่องเที่ยวโดยกรมการท่องเที่ยว
ขณะนี้ปิดทำการ
วัดอรัญญิก
83/11-12 ถนนพญาเสือ ต.ในเมือง อ.เมืองพิษณุโลก จ.พิษณุโลก 65000
0 คะแนน ( 0 รีวิว )
รายละเอียด
วัดอรัญญิก มีเจดีย์ทรงระฆังเป็นประธานหลัก และมีช้างล้อมที่ฐาน จํานวนประมาณ 60 เชือก (ชำรุด) และวิหารหันหน้าไปทางทิศตะวันออก และมีคูน้ำล้อมรอบ ขนาด 157 x 210 เมตร อาจจะสร้างขึ้นสมัยพระยาลิไท ราว พ.ศ. 1904 เมื่อกรุงศรีอยุธยา มีอำนาจเหนือเมืองพิษณุโลกโดยเฉพาะในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ที่เสด็จมาประทับที่นี่ในราว พ.ค. 2007 คงจะมีการสร้าง ระเบียงคตล้อมรอบเจดีย์ช้างล้อม และมีการบูรณะต่อเนื่องมาตลอดสมัยอยุธยา โดยเฉพาะ ก่อน พ.ศ. 2127 สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงประทับที่พระราชวังวังจันทน์ และใช้พิษณุโลกเป็นฐานในการกอบกู้เอกราช
ต่อมาสมัยสมเด็จพระนารายณ์ พ.ศ. 2199 - 2231 ทรงใช้พิษณุโลกเป็นฐานในการทําสงครามกับเมืองเชียงใหม่ และพบหลักฐานในการบูรณะด้วย ก่อนเสียกรุงครั้งที่ 2 พ.ศ. 2310 พิษณุโลก ปลอดภัยจากสงคราม สมัยธนบุรีเป็นราชธานี อะแซหวุ่นกี้ ยกทัพเข้าล้อมเมือง พ.ศ. 2318 วัดในเมืองพิษณุโลกถูกเผาทุกแห่ง ยกเว้นวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ การขุดค้นที่วัดอรัญญิกได้พบหลักฐานเศษถ่านกระจายอยู่ในชั้นดินทั่วไป เป็นหลักฐานที่สอดคล้องกับเอกสาร
ลักษณะเด่น
ศิลปะสมัยสุโขทัยตอนปลาย - อยุธยาตอนต้น
ประวัติ
ประวัติวัดอรัญญิก
วัดอรัญญิก ปรากฏในสมัยกรุงสุโขทัย ในรัชสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช กษัตริย์องค์ที่ 3 แห่งกรุงสุโขทัย พระผู้ทรงศาสนูปถัมภก ได้ทรงสร้างวัดขึ้นในราชอาณาจักรมากมาย จากกรุงสุโขทัยขยายไปหัวเมืองต่างๆ และการสร้างวัดในรัชสมัยของพระองค์ทรงแบ่งออกเป็นวัดในพระราชวังหรือในเมือง สำหรับพระในเมือง เรียกว่า พระเมือง หรือพระคามวาสี ส่วนหนึ่ง และพระนอกเมืองที่มุ่งปฏิบัติธรรมวิปัสสนาธุระ เรียกว่าพระป่าหรือพระอรัญวาสี ส่วนหนึ่ง คามวาสีจึงมักปฏิบัติศาสนกิจในวัดมหาธาตุเมืองต่างๆ ส่วนพระอรัญวาสีมักปฏิบัติศาสนกิจในวัดอรัญญิก หรือ อรัญญิกาวาส หลังจากพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ทรงสร้างวัดมหาธาตุ กรุงสุโขทัยและอรัญญิกาวาส วัดสวนมะม่วง จึงได้เสด็จสร้างวัดมหาธาตุ เมืองพิษณุโลก ซึ่งภายหลังชื่อว่า วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร เป็นวัดคามวาสี และบูรณครั้งใหญ่ วัดป่าแก้ว ให้สง่างามเป็นวัดอรัญวาสี ชื่อ “วัดอรัญญิก” สืบมาจนถึงปัจจุบัน ทรงสร้างเจดีย์ประธาน วัดอรัญญิกตามลักษณะศิลปะสุโขทัยทรงลังกา หรือทรงระฆัง จากการขุดพบฐานเจดีย์เป็นช้างล้อม 4 ด้าน ด้านละ 16 เชือก มุมฐานเจดีย์อีก 4 เชือก รวมมีช้างล้อม 18 เชือก รูปรอยเจดีย์องค์เดิมก่อนการบูรณะในยุคหลัง องค์เจดีย์มีรอยซุ้มพระยิน 8 ซุ้ม ตามคำบอกเล่าแน่ชัดว่า เจดีย์ประธาน นอกจากเป็นเจดีย์ช้างล้อม 68 เชือกแล้ว ยังมีพระยืนล้อมอีก 8 องค์ หันพระพักตร์ออก 8 ทิศ อยู่ใต้องค์ระฆังเจดีย์ประธานอีกด้วย เหตุที่สร้างเจดีย์ประธานวัดอรัญญิก เป็นทรงลังกา สืบเนื่องจาก ก่อนรัชสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ยังมีการสงครามหลายครั้ง ทำให้การทำนุบำรุงศาสนาหย่อน เป็นเหตุให้พระสงฆ์ในสยามประเทศไม่แตกฉานในพระไตรปิฎก พ่อขุนรามคำแหงมหาราชจึงทรงอาราธนาพระสงฆ์ “ลังกาวงศ์” จากนครศรีธรรมราชมาจำพรรษา ณ วัดอรัญญิก นำโดย พระมหาสวามีสังฆราช และให้มีเจ้าคณะอรัญวาสี ชื่อพระบรมครู ติโลกดิลกติรัตน์ ปฏิบัติศาสนกิจ เหตุนี้จึงทรงสร้างเจดีย์ประธานเป็นศิลปะ สุโขทัยทรงลังกา ตามแบบพุทธเจดีย์ แห่งพระเจ้าทุฏฐคามินี ในลังกาทวีป และพ่อขุนรามคําแหงมหาราชได้ทรงเสด็จบําเพ็ญพระราชกุศล ณ วัดอรัญญิก นอกเมืองทั้งในกรุงสุโขทัย และหัวเมือง ตามปรากฏใน ประชุมศิลาจารึก ภาค ๑ หน้า ๙ - ๑๐ ว่า “วันเดือนดับ เดือนเพ็ญ...แต่งช้างเผือก...ชื่อรุจาศรี พ่อขุนรามคำแหงขึ้นขี่ไปนบพระ...อรัญญิกแล้วเข้ามา” สันนิษฐานว่า มีการขุดคูน้ำและสร้างพระวิหารด้านทิศตะวันออกของเจดีย์ประธาน ราว พ.ศ. 1904 รัชสมัยพญาลิไท แห่งกรุงสุโขทัย ครั้งเสด็จมาทรงประกอบพิธีหล่อพระพุทธชินราช สมเด็จพระบรมไตรโลกนารถ คราวสถาปนาเมืองพิษณุโลกเป็นราชธานีของไทย ราว พ.ศ. 2007 ทรงสร้างระเบียงคตล้อมรอบ 4 ด้านของเจดีย์ประธาน และให้มีการบูรณปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง เมื่อสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ครั้งดำรงพระยศมหาอุปราช กรุงศรีอยุธยา ใช้เมืองพิษณุโลกเป็นฐานในการกอบกู้เอกราชก่อน พ.ศ. 2127 สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงบูรณะในราว พ.ศ. 2199 – 2231 ในคราวใช้เมืองพิษณุโลกเป็นฐานในการทำสงครามกับเชียงใหม่ ในราว พ.ศ. 2318 หลังเสียกรุงศรีอยุธยา ครั้งที่ 2 อะแซหวุ่นกี้ แม่ทัพพม่า ยกทัพเข้าล้อมเมืองพิษณุโลก เผาวัดทุกแห่งในเมืองพิษณุโลก เพื่อไม่ให้เป็นที่หลบซ่อนของทหารและชาวเมืองไทย รวมทั้งวัดอรัญญิก ก็ถูกเผาด้วย ยกเว้น วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหารเท่านั้นที่ไม่ถูกเผา วัดอรัญญิกได้เสื่อมโทรมลง ชำรุด ทรุดโทรม ปรักหักพัง รกร้าง มีการขุดหาวัตถุมงคลและของมีค่าจนศาสนสถานทุกชิ้นเสียหายยับเยิน แม้องค์เจดีย์ประธาน เหลือเพียงยอดด้วนและฐานจมดิน กลับเข้าสู่สภาพป่ารก ยังเหลือต้นยางสูงใหญ่เป็นเอกลักษณ์ และสัญลักษณ์ของผู้หลงทางแห่งเมืองพิษณุโลกได้จดจำ ก่อน พ.ศ. 2500 มีคณะแม่ชี นำโดย แม่ชีพวง ซึ่งเป็นคนพื้นบ้านอรัญญิก เริ่มเข้ามาปรับปรุงบริเวณวัดอรัญญิก แต่ยังขาดปัจจัยหลายด้านในการบูรณปฏิสังขรณ์ ครั้งถึงราว พ.ศ. 2512 พระครูสมุห์แจ่ม สุธมฺโม (ราชทินนาม “พรวรญาณมุนี” ในปัจจุบัน) พุทธศาสนิกชนนมัสการพระคุณท่านในนาม พระเกจิอาจารย์เจ้าคุณ “หลวงตาละมัย” ได้นำคณะศรัทธาสร้างและบูรณะวัตถุสถานหลายอย่าง อาทิ เจดีย์ประธาน พระอุโบสถ พระวิหาร เจดีย์ราย วิหารคด และยังรักษาประเพณี “ทอดผ้าป่าสงกรานต์ย่ำค่ำ” อีกด้วย

ประวัติอุโบสถ
ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของเจดีย์ประธานและระเบียงคต มีขนาด 26.30 X 12 เมตร โครงสร้างหลังคาเครื่องไม้ มุงกระเบื้องดินเผาแบบแผ่นเรียบ ลักษณะการเรียงอิฐแบบด้านยาวสลับด้านสั้น ส่วนฐานล่างมีศิลาแลงประกอบอยู่บางส่วน และพบว่ามีการสร้างซ้อนทับการอย่างน้อยสองครั้งที่ส่วนฐานและฐานชุกชี ซึ่งแบบเดิมเป็นลักษณะที่พบในกลุ่มโบราณสถานสมัยสุโขทัย และมีการขยายฐานออกเมื่ออยุธยาได้เข้ามามีอํานาจ เหนือหัวเมืองฝ่ายเหนือ ดังนั้นอาคารเดิมจึงเป็นอาคารที่ร่วมสมัยกับเจดีย์ช้างล้อมและในภายหลังมีการปรับให้เป็นพระอุโบสถในสมัยอยุธยา น่าจะพร้อม ๆ กัน กับ การก่อสร้างระเบียงคตเพิ่มเติม ผนังโบสถ์หน้า 30 ซม. มีเสาติดผนัง ขนาด 55 X 55 ซม. ส่วนเสาคู่ใน เป็นเสากลมแถวละ 5 ต้น ก่อด้วยศิลาแลงฉาบปูนขนาด 80 X 80 ชม. อยู่ด้านข้างของฐานชุกชีบางส่วน ด้านหน้าฐานพระเป็นเสาก่ออิฐ ขนาด 40 x 60 ซม. ฐานชุกชีมีขนาด 3.93 เมตร สูง 1.08 เมตร ยกเก็จเพิ่มมุม ทั้ง 4 ด้าน ลักษณะเป็นฐานหน้า กระดาน 2 ชั้น รองรับบัวคว่ำท้องไม้และลูกฟักมีร่องรอยการฉาบปูนเหลืออยู่ และมีการก่อแนวขยายฐานออกไปพื้นโบสถ์ ปูด้วนหินทราย ด้านใต้พื้นลงไป พบเดิมของอาคารรูปด้วยอิฐ ขนาด 7 X 15.5 X 30 ซม. ฐานเสมาอยู่ห่างจากโบสถ์ ประมาณ 1.80 – 2.30 เมตร เหลือแนวฐานก่ออิฐรูปสี่เหลี่ยม ขนาด 1.20 X 1.20 เมตร
1. พระพุทธรูปหินทราย ประทับนั่งปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง 77 ซม. หนา 40 ซม. สูง 99 ซม. พระเนตรเหลือบต่ำลง พระขนงโก่ง พระนาสิกโด่งเป็นสัน พระโอษฐ์สองชั้น ครองจีวรห่มเฉียง ชายสังฆาฏกิจดพระนาภี ส่วนปลายเป็นแบบเขี้ยวตะขาบ เม็ดพระศกเล็ก รัศมีเป็นเปลวเพลิงทรงกรวยสามเหลี่ยม องค์พระแกะสลักจากหินทรายเป็นหลายชิ้นต่อกัน พระพาหาและพระกรรณด้านขวาหายไป ศิลปะสุโขทัยตอนปลาย – อยุธยาตอนต้น พุทธศตวรรษที่ 10 – 21 คล้ายกับพระพุทธรูปปูนปั้นนาคปรกในซุ้มจระนำเจดีย์ราย วัดเจดีย์เจ็ดแถวเมืองศรีสัชนาลัย
2. พระพุทธรูปหินทรายปางมารวิชัย ขนาดหน้าตัก 88 ซม. สูง 109 ซม. คล้ายกับพระพุทธลักษณะขององค์แรก แต่มีขนาดใหญ่กว่า พระพาหาขวาและพระกรรณซ้ายหัก

เจดีย์ประธาน
เจดีย์ประธาน เป็นเจดีย์ประธานทรงลังกาหรือทรงระฆัง ลักษณะเป็นแบบศิลปะสุโขทัยก่อด้วยศิลาแลงและอิฐ โดยฐานรากชั้นแรกก่อด้วยศิลาแลง ขนาด 24.80 X 24.80 เมตร ฐานลึกลงไปในดินราว 1.30 เมตร โดยโผล่พ้นพื้นดินเดิม ฐานเจดีย์ราว 50 ซม. ศิลาแลงที่ใช้ก่อ มีขนาด 13 X 15 x 40 ซม. และพบว่ามีการก่อฐานเป็นแนวอิฐ โดยรอบฐานเจดีย์ชั้นบนที่มีช้างล้อมอยู่ราว 30 ซม. ลักษณะองค์ระฆังพังทลายไปครึ่งหนึ่ง จึงเห็นว่าด้านในมีลักษณะกลวงและห้องกรุ นอกจากนี้ยังก่อซ้อนกันสองชั้นอาจจะมีการซ่อมในสมัยอยุธยา ส่วนบัลลังก์มีการย่อมุม เหลืออยู่บางส่วน โครงสร้างยังคงแสดงถึงลักษณะศิลปะสุโขทัย ภายหลังมีอิทธิพลศิลปะจากสุพรรณบุรี ฐานชั้น 2 มีขนาด 16.40 X 16.40 เมตร สูง 1.50 เมตร ก่อด้วยศิลาแลง มี ขนาด 20 x 29 x 50 ชม.และอิฐมีขนาด 5.5 X 15 X 12 ชม. และ 4 X 5 X 30 ซม. โดยส่วนฐานล่างปูอิฐโดยรอบ ขนาด 17.40 X 17.40 เมตร สูง 25 ซม. เพื่อรองรับเท้าช้าง ที่มีการเจาะช่องเหนือระดับฐานขึ้นไปจํานวน 3 ช่อง และสลับกับแนวที่เจาะ เพียง 1 ช่อง มีขนาด 10 X 109 ซม. ซึ่งเป็นแนวซ่องสำหรับใส่อิฐเข้าไปเพื่อยึดลําตัวของช้างไว้ด้วยช่องที่เจาะเรียงกัน 3 แนว ก่อนที่จะมีการฉาบปูน ส่วนช่องศิลาแลง 1 ช่องน่าจะเป็นส่วนที่เป็นเสาก่ออิฐฉาบปูน เพื่อเป็นตัวแบ่งระหว่างแนวช้างแต่ละเชือก ส่วนเท้าช้างก่อด้วยอิฐรูปครึ่งวงกลมขนาด 15 – 20 ซม. เมื่อฉาบปูนที่เท้าช้างแล้วจะมีการขูดเป็นส่วนแบ่งนิ้วเท้า 4 ส่วน แนวเท้าช้างห่างกัน 10 ซม. อย่างไรก็ตาม ส่วนลำตัวช้างนั้นถูกทำลายจกการลักลอบขุดเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็สันนิษฐานว่าน่าจะมีช้างด้านละ 16 เชือก และที่มุมทั้ง 4 ด้าน รวมเป็น 68 เชือก คล้ายกับช้างล้อมสุโขทัย และวัดช้างรอบกำแพงเพชร ฐานชั้น 3 เป็นสี่เหลี่ยมก่อด้วยศิลาแลงและอิฐ ส่วนล่างเป็นศิลาแลง ขนาด 53 X 26 X 16 ซม. อิฐ 5 X 15 X 12 ซม. และขนาด 7 X 16 X 30 ซม. แสดงถึงการก่ออิฐเสริมภายหลัง ทั้งนี้เพราะทางด้านทิศเหนือยังมีรอยปูนฉาบอยู่ ฐานชั้น 4 – 5 เป็นฐานรูปวงกลม ก่อด้วยอิฐ ขนาด 5 X 15.50 X 30 ซม. ลดหลั่นกัน ยังเหลือแนวอิฐที่ก่อโค้งเป็นวงกลมอยู่บางส่วน ตรงส่วนที่มีการลักลอบขุดจะเห็นห้องกรุด้านใน ลักษณะก่อสร้างที่ก่ออิฐโดยรอบและอัดดินด้านใน และปูอิฐทับอีกหนึ่งชั้นด้านเหนือขึ้นไป เป็นแกนอิฐรูปแปดแฉก เพื่อรองรับบัวถลา บัวปากระฆัง และองค์ระฆัง
ข้อมูลแนะนำ
เวลาทำการ
วันอาทิตย์
: 06:00 - 21:00
วันจันทร์
: 06:00 - 21:00
วันอังคาร
: 06:00 - 21:00
วันพุธ
: 06:00 - 21:00
วันพฤหัสบดี
: 06:00 - 21:00
วันศุกร์
: 06:00 - 21:00
วันเสาร์
: 06:00 - 21:00
หมายเหตุเวลาทำการ : -
การเดินทาง
• จักรยาน
• มอเตอร์ไซด์
• รถยนต์
ราคาค่าเข้าชม
• ราคาค่าเข้าชม: ไม่มีค่าใช้จ่าย
• หมายเหตุ : -
ข้อมูลการติดต่อ
ที่อยู่
83/11-12 ถนนพญาเสือ ต.ในเมือง อ.เมืองพิษณุโลก จ.พิษณุโลก 65000
แผนที่

 ข้อมูลรีวิว

0
5
4
3
2
1
รีวิวทั้งหมด  :  0 รายการ
เขียนความเห็น
แนะนำข้อมูลที่คุณอาจสนใจ